
อินเทอร์เน็ต ไวไฟ และแรงดันไฟ เตรียมอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างไร
ตอบตรงก่อน ฟิลิปปินส์ใช้ไฟ 220 โวลต์ 60 เฮิรตซ์ ซึ่งแรงดันเท่ากับไทย ดังนั้นคุณไม่ต้องใช้หม้อแปลงไฟ สิ่งที่ต้องเตรียมคือ อะแดปเตอร์หัวปลั๊ก เพราะเต้ารับที่นั่นส่วนใหญ่เป็นแบบขาแบนสองขาแบบอเมริกัน ไม่ใช่ขากลม
นี่เป็นข่าวดีสำหรับคนไทย เพราะที่ไทยใช้ 220 โวลต์เหมือนกัน และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างที่บ้านก็มีปลั๊กขาแบนอยู่แล้ว แต่ของที่มีปลั๊กขากลมสองขาแบบยุโรปจะเสียบไม่ได้ และนี่คือจุดที่คนพลาดมากที่สุด เพราะที่ไทยเต้ารับหลายแบบรับทั้งขาแบนและขากลม ที่นั่นมักรับแค่ขาแบน
สรุปความต่างด้านไฟฟ้าแบบเทียบกับไทย
| หัวข้อ | ไทย | ฟิลิปปินส์ | ต้องทำอะไร |
|---|---|---|---|
| แรงดันไฟ | 220 โวลต์ | 220 โวลต์ | ไม่ต้องใช้หม้อแปลง |
| ความถี่ | 50 เฮิรตซ์ | 60 เฮิรตซ์ | ดูฉลากว่า 50/60Hz หรือไม่ |
| หัวปลั๊กขาแบนสองขา | ใช้ได้ | ใช้ได้ | เสียบได้เลย |
| หัวปลั๊กขากลมสองขา | ใช้ได้ที่ไทย | มักเสียบไม่ได้ | ต้องมีอะแดปเตอร์ |
| ขากราวนด์สามขา | มีบ้าง | มีบ้าง ไม่ทุกจุด | เตรียมหัวแปลงเผื่อไว้ |
ข้อควรระวัง เรื่องเต้ารับในห้องพักต่างกันไปตามอาคาร บางที่ใหม่และมีกราวนด์ครบ บางที่เก่าและมีเต้ารับไม่กี่จุดในห้อง ให้ถามสถาบันตรง ๆ ว่าในห้องมีเต้ารับกี่จุด และข้างเตียงมีไหม คำถามนี้ฟังดูเล็ก แต่ถ้าในห้องมีเต้ารับสองจุดและคุณอยู่กับเพื่อนร่วมห้อง คุณจะเข้าใจเองว่าทำไมต้องถาม
เรื่อง 60 เฮิรตซ์ ต้องกังวลแค่ไหน
สั้น ๆ คือ เกือบทุกอย่างที่คุณจะหิ้วไปไม่มีปัญหา เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยนี้ใช้อะแดปเตอร์แบบสวิตชิง ซึ่งรับได้ทั้งสองความถี่
วิธีตรวจคือ ดูตัวหนังสือเล็ก ๆ บนตัวอะแดปเตอร์หรือใต้เครื่อง ถ้าเขียนว่า 100 ถึง 240V และ 50/60Hz แปลว่าเรื่องแรงดันและความถี่ไม่เป็นปัญหา เหลือแค่เรื่องรูปหัวปลั๊กที่ต้องมีอะแดปเตอร์ ซึ่งกลุ่มที่มักเขียนแบบนี้คือ
- ที่ชาร์จโทรศัพท์และแท็บเล็ต
- อะแดปเตอร์โน้ตบุ๊ก
- พาวเวอร์แบงก์และที่ชาร์จหูฟัง
- ปลั๊กพ่วงที่มีพอร์ตยูเอสบี
ของที่ควรคิดให้รอบคอบกว่าคือ อุปกรณ์ที่มีมอเตอร์หรือตัวทำความร้อน เช่น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม หรือหม้อต้มน้ำขนาดเล็ก ของกลุ่มนี้กินไฟมาก และถ้าเสียบพร้อมกับของคนอื่นในห้องอาจทำให้เบรกเกอร์ตัด ทางที่สะดวกกว่าคือซื้อของกลุ่มนี้ในพื้นที่ แล้วทิ้งหรือยกให้คนอื่นก่อนกลับ เรื่องนี้อ่านต่อได้ที่ ของใช้ในหอพัก ซื้อหรือหิ้วไป
ของที่ควรใส่กระเป๋าให้ได้ก่อนขึ้นเครื่อง
| ของ | ทำไมต้องมี |
|---|---|
| ปลั๊กพ่วงสั้นที่มีช่องยูเอสบีหลายช่อง | ห้องมีเต้ารับน้อยกว่าที่คิดเสมอ |
| อะแดปเตอร์หัวปลั๊กขากลมเป็นขาแบน | สำหรับของที่ปลั๊กเป็นขากลม |
| สายชาร์จสำรองอย่างน้อยหนึ่งเส้น | สายขาดกลางคอร์สทำให้เสียเวลาหาซื้อ |
| พาวเวอร์แบงก์ | ใช้ตอนไฟดับเป็นช่วง |
| หูฟังที่มีไมค์ | จำเป็นถ้าต้องเรียนหรือประชุมออนไลน์ |
| ไฟฉายเล็กหรือใช้ไฟจากมือถือ | ไฟดับตอนกลางคืนเกิดขึ้นได้ |
ข้อควรจำเรื่องพาวเวอร์แบงก์ ต้องใส่ในกระเป๋าถือขึ้นเครื่องเท่านั้น ห้ามโหลดใต้ท้องเครื่อง และสายการบินมีเพดานความจุที่รับได้ ให้ตรวจเงื่อนไขจากเว็บไซต์สายการบินที่คุณบินก่อนเดินทาง เพราะแต่ละสายต่างกันและปรับได้
อินเทอร์เน็ตในหอพัก คำถามที่ต้องถามก่อนจ่ายเงิน
ส่วนนี้ต่างจากเรื่องปลั๊ก เพราะปลั๊กเป็นเรื่องมาตรฐานทั้งประเทศ แต่เน็ตเป็นเรื่องของอาคารแต่ละหลัง อย่าเชื่อคำว่ามีไวไฟฟรี เพราะคำนั้นไม่ได้บอกอะไรเลย
ถามให้ได้คำตอบเป็นข้อความ
- ไวไฟเข้าถึงในห้องพัก หรือมีแค่ที่ส่วนกลาง ข้อนี้ต่างกันมากในทางปฏิบัติ
- มีสายแลนในห้องไหม ถ้าต้องประชุมออนไลน์ สายแลนเสถียรกว่าไวไฟในอาคารที่คนใช้เยอะ
- ช่วงเย็นความเร็วตกไหม คำตอบที่ตรงไปตรงมาจากสถาบันที่ดีคือ ตกบ้าง ไม่ใช่ ไม่ตกเลย
- มีการจำกัดปริมาณการใช้หรือจำนวนเครื่องต่อคนไหม บางที่จำกัดจำนวนอุปกรณ์
- ถ้าเน็ตล่ม แจ้งใครและปกติใช้เวลาแก้นานไหม คำตอบนี้บอกคุณภาพการจัดการได้ดีที่สุด
- มีห้องเงียบสำหรับประชุมหรือเรียนออนไลน์ไหม สำคัญถ้าคุณต้องเปิดไมค์
ถ้าคุณต้องทำงานไปพร้อมกับเรียน ให้อ่านประกอบกับ ทำงานรีโมตไปพร้อมเรียนต่อ เพราะเรื่องตารางเวลาสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องเน็ต
แผนสำรองที่ควรมีไม่ว่าเน็ตหอจะดีแค่ไหน
หลักที่ใช้ได้กับทุกที่คือ มีทางเข้าเน็ตสองทางเสมอ ทางหนึ่งคือเน็ตของอาคาร อีกทางคือเน็ตจากมือถือของคุณเอง
- ตั้งค่าการแชร์สัญญาณจากมือถือให้ใช้ได้ ก่อนที่จะต้องใช้จริง ไม่ใช่ตอนเน็ตล่มสิบนาทีก่อนประชุม
- เตรียมซิมในประเทศไว้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งเป็นเรื่องแยกที่ต้องทำที่สนามบินหรือในเมือง
- ดาวน์โหลดไฟล์ที่ต้องใช้ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ทำงานต่อได้แม้เน็ตหลุด
- รู้ว่าร้านกาแฟหรือห้องสมุดใกล้ที่พักมีเน็ตใช้ได้ไหม ไว้เป็นทางที่สาม
เรื่องการเปิดซิมและการเติมแพ็กเกจเน็ต อ่านต่อได้ที่ ซิมในประเทศและการเปิดเบอร์ วันแรกที่ถึงต้องทำอะไร
ไฟดับและไฟตก ควรเตรียมใจแค่ไหน
พูดแบบที่ไม่เกินจริงคือ ไฟดับเป็นช่วงเกิดขึ้นได้ และเกิดถี่กว่าในเมืองใหญ่ของไทยในบางพื้นที่ แต่ไม่ได้เกิดทุกวันและไม่ได้เท่ากันทุกอาคาร ช่วงที่มีพายุหรือฝนหนักเป็นช่วงที่เสี่ยงกว่าปกติ
สิ่งที่ควรทำ
- ถามว่าอาคารมีเครื่องปั่นไฟสำรองไหม และครอบคลุมห้องพักหรือเฉพาะส่วนกลาง สองอย่างนี้ต่างกันมาก
- อย่าให้แบตโน้ตบุ๊กและมือถือต่ำกว่าครึ่งในช่วงกลางวัน นิสัยนี้ช่วยได้มากกว่าอุปกรณ์ใด
- เซฟไฟล์งานขึ้นคลาวด์ตลอด ไม่ใช่เซฟตอนจบวัน
- ถ้ามีอุปกรณ์ที่กลัวไฟกระชาก ให้ใช้ปลั๊กพ่วงที่มีระบบป้องกันไฟกระชาก หาซื้อได้ในพื้นที่
ช่วงฝนและพายุมีผลกับทั้งไฟและคลาส อ่านเรื่องนี้ได้ที่ อากาศคลาร์กรายเดือน และ ปิดคลาสเพราะพายุ ทำยังไง
สิ่งที่ไม่ต้องซื้อ
เพื่อไม่ให้เสียเงินเปล่า สามอย่างนี้คนไทยมักซื้อเกินความจำเป็น
- หม้อแปลงไฟ ไม่ต้องใช้ เพราะแรงดันเท่ากับไทยอยู่แล้ว
- อะแดปเตอร์ทั่วโลกรุ่นใหญ่หลายหัว ของแบบนั้นหนักและเกินจำเป็น หัวแปลงขากลมเป็นขาแบนอันเล็กก็พอ
- เราเตอร์ไวไฟพกพา ก่อนซื้อให้ถามก่อนว่าในห้องมีสัญญาณไหม หลายคนซื้อแล้วไม่ได้ใช้เพราะการแชร์จากมือถือเพียงพอ
สรุปแบบเอาไปใช้ได้เลย
- ฟิลิปปินส์ใช้ 220 โวลต์ 60 เฮิรตซ์ แรงดันเท่าไทย จึง ไม่ต้องใช้หม้อแปลง
- เต้ารับมัก เป็นแบบขาแบนสองขาแบบอเมริกัน ของที่มีปลั๊กขากลมต้องมีอะแดปเตอร์
- ตรวจฉลากอุปกรณ์ว่าเขียน 100 ถึง 240V และ 50/60Hz ถ้าใช่ใช้ได้เลย
- อุปกรณ์ที่มีมอเตอร์หรือความร้อนอย่างไดร์เป่าผม ซื้อในพื้นที่สะดวกกว่าหิ้วไป
- ของที่ควรหิ้วคือ ปลั๊กพ่วงมียูเอสบี หัวแปลงปลั๊ก สายชาร์จสำรอง พาวเวอร์แบงก์ และหูฟังมีไมค์
- พาวเวอร์แบงก์ ต้องอยู่ในกระเป๋าถือ และต้องตรวจเพดานความจุจากเว็บไซต์สายการบินก่อนบิน
- คำว่ามีไวไฟฟรีไม่ได้บอกอะไร ให้ถามว่า ถึงในห้องไหม มีสายแลนไหม เย็นแล้วตกไหม และแจ้งเสียกับใคร
- มีทางเข้าเน็ตสองทางเสมอ เน็ตอาคารกับการแชร์จากมือถือ และตั้งค่าไว้ก่อนที่จะต้องใช้
- ไฟดับเป็นช่วงเกิดขึ้นได้ ให้ถามเรื่อง เครื่องปั่นไฟสำรองว่าครอบคลุมห้องพักหรือไม่
- เต้ารับและคุณภาพเน็ต ต่างกันตามอาคารและตามรอบ ขอคำตอบเป็นข้อความก่อนจ่ายเงิน