
เรียนภาษาอังกฤษธุรกิจ ฟิลิปปินส์ ติดตรงไหน — แยกสามจุดที่คนทำงานเจอซ้ำ
คนทำงานที่มาเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์มักบอกเหมือนกันว่า "อ่านอีเมลรู้เรื่อง แต่พอต้องพูดในประชุมแล้วไม่ออก" ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องคลังคำ เพราะคำที่ใช้ในที่ทำงานส่วนใหญ่เป็นคำที่เคยเห็นมาแล้วทั้งนั้น
สิ่งที่ขาดคือ ความเร็วในการหยิบใช้ภายใต้แรงกดดัน และแรงกดดันในสามสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกันเลย บทความนี้แยกทีละจุด บอกว่าติดเพราะอะไร และคาบตัวต่อตัวใช้ซ้อมยังไงให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องกลับไปทำจริง
จุดที่หนึ่ง ประชุม — ปัญหาคือจังหวะ ไม่ใช่คำศัพท์
ในประชุม สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การพูดยาว แต่คือ การแทรกให้ทัน กว่าจะเรียบเรียงประโยคในหัวเสร็จ หัวข้อก็เปลี่ยนไปแล้ว ผลคือคนที่มีความรู้มากที่สุดในห้องกลับเงียบที่สุด
สิ่งที่ต้องซ้อมจึงเป็นชุดประโยคสั้นที่ใช้ซื้อเวลาและจองคิวพูด เช่นการขอเข้าประเด็น การขอให้พูดซ้ำโดยไม่เสียหน้า การเห็นด้วยบางส่วนแล้วเสนอทางอื่น และการสรุปสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก่อนตอบ ประโยคพวกนี้สั้นและซ้ำเดิมทุกครั้ง จึงฝึกจนหยิบใช้ได้เร็วกว่าการเรียบเรียงประโยคยาวใหม่ทุกครั้งมาก
วิธีซ้อมในคาบคือขอให้ครูฟิลิปปินส์จำลองบทบาทเป็นหัวหน้าหรือลูกค้า แล้ว พูดแทรกให้ได้อย่างน้อยห้าครั้งต่อคาบ โดยครูจับเวลาว่าคุณเงียบไปนานที่สุดกี่วินาที ตัวเลขนี้วัดได้ จึงใช้ดูความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมได้ดีกว่าความรู้สึกของตัวเอง
จุดที่สอง อีเมล — ปัญหาคือระดับความสุภาพ ไม่ใช่ไวยากรณ์
อีเมลของคนไทยมักถูกไวยากรณ์แต่ผิดระดับ บางฉบับสุภาพเกินจนอ้อมค้อมและไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ บางฉบับสั้นเกินจนอ่านแล้วรู้สึกห้วน ทั้งสองแบบมาจากการแปลตรงจากภาษาไทย ซึ่งมีวิธีแสดงความเกรงใจคนละแบบกับภาษาอังกฤษ
สิ่งที่ควรซ้อมมีสามอย่าง — การขอสิ่งที่ต้องการให้ชัดในบรรทัดแรกสองบรรทัด การเปลี่ยนน้ำเสียงจากเป็นทางการเป็นกันเองโดยไม่เสียมารยาท และการทวงงานหรือปฏิเสธที่ยังรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้
วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ เอาอีเมลจริงที่คุณเคยส่งมาเป็นวัตถุดิบ โดยลบชื่อบริษัทและข้อมูลลูกค้าออกก่อน แล้วให้ครูช่วยเขียนใหม่ทีละฉบับ คุณจะเห็นรูปแบบผิดซ้ำของตัวเองภายในสี่ห้าฉบับ ซึ่งเร็วกว่าการเรียนจากตัวอย่างในตำรามาก
จุดที่สาม โทรศัพท์ — ปัญหาคือไม่มีปาก ไม่มีหน้า
โทรศัพท์ยากที่สุดในสามอย่าง เพราะตัดสองอย่างที่เราพึ่งอยู่ออกไปพร้อมกัน คือการอ่านปากและการอ่านสีหน้า เหลือแค่เสียง และเสียงนั้นมักมาพร้อมสัญญาณที่ไม่ชัด
จุดที่พังบ่อยคือช่วงต้นสาย ตอนที่อีกฝ่ายพูดชื่อและตำแหน่งเร็ว ๆ ถ้าจับไม่ได้ตรงนั้น ทั้งสายที่เหลือจะกลายเป็นการเดา วิธีแก้ไม่ใช่การฟังให้เก่งขึ้นเฉย ๆ แต่คือการมีประโยคขอทวนที่พูดออกมาได้ทันทีโดยไม่ลังเล
ในคาบตัวต่อตัว ให้ขอซ้อมแบบ หันหลังชนกันหรือให้ครูอยู่คนละมุมห้อง เพื่อตัดการมองหน้า และให้ครูพูดตัวเลข วันที่ และชื่อคน สามอย่างนี้คือของที่พลาดแล้วเสียหายจริงในงาน ถ้ารู้สึกว่าปัญหาอยู่ที่การฟังมากกว่าการพูด ไล่สาเหตุทีละชั้นได้ที่ ฟังไม่ออกสักที ไล่แก้ทีละขั้นยังไง
จัดสัดส่วนสามจุดนี้ยังไงในหนึ่งคอร์ส
ถ้ามีเวลาสี่สัปดาห์ ให้แบ่งแบบนี้ — สองสัปดาห์แรกทุ่มไปที่ประชุม เพราะเป็นจุดที่ใช้เวลาสร้างความเร็วนานที่สุด สัปดาห์ที่สามเน้นอีเมลควบคู่กับการทบทวน และสัปดาห์สุดท้ายเน้นโทรศัพท์ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องมีพื้นการฟังมาก่อนถึงจะซ้อมได้คุ้ม
ข้อควรรู้คือชื่อคอร์สที่แต่ละสถาบันใช้เรียกโปรแกรมสายธุรกิจไม่เหมือนกัน และไม่ใช่ทุกสถาบันที่เปิดทุกฤดูกาล จึงควรขอตารางจริงและตัวอย่างหัวข้อในคาบมาดูก่อนตัดสินใจ อย่ารับคำตอบแค่ว่า "มีคอร์สธุรกิจ"
หัวข้ออื่นเกี่ยวกับวิธีเรียนและการจัดคาบ รวมไว้ที่ หมวดวิธีเรียน
ถ้าเป้าหมายคือสัมภาษณ์งานหรือเปลี่ยนสายงาน
สามจุดข้างบนเป็นเรื่องของงานที่ทำอยู่ แต่ถ้าเป้าหมายคือการย้ายงาน โครงการซ้อมจะต่างออกไป เพราะการสัมภาษณ์มีรูปแบบคำถามที่คาดเดาได้และมีเดดไลน์ชัด แผนซ้อมถอยหลังสำหรับกรณีนั้นเขียนแยกไว้ที่ เตรียมสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษที่คลาร์ก
สิ่งที่ควรบอกเอเจนซี่ตั้งแต่แรกคือ ตำแหน่งงานและสถานการณ์ที่คุณต้องกลับไปเจอ ไม่ใช่แค่บอกว่าอยากเก่งขึ้น ยิ่งบอกละเอียด ครูยิ่งออกแบบคาบให้ตรงได้ตั้งแต่สัปดาห์แรก แทนที่จะเสียเวลาสองสัปดาห์ไปกับการหาว่าคุณต้องการอะไร
อยากรู้ว่าโปรแกรมสายธุรกิจของแต่ละที่ซ้อมอะไรบ้าง สอบถามฟรีได้ที่ รายชื่อเอเจนซี่พาร์ตเนอร์