มือข้างหนึ่งจับปากกาเขียนลงสมุดโน้ตเส้นบรรทัดที่วางบนตัก นั่งอยู่บนสนามหญ้ากลางแจ้ง
สมุดหนึ่งเล่มกับปากกาหนึ่งด้าม คืออุปกรณ์ทั้งหมดของการฝึกเขียนภาษาอังกฤษวันละนิด
เผยแพร่ · 26 กันยายน 2569

เขียนไดอารี่ภาษาอังกฤษ 30 วันแรก เขียนอะไรบ้าง — แผนรายสัปดาห์ที่ทำจบได้จริง

คนที่เคยลองเขียนไดอารี่ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ไม่ได้เลิกเพราะภาษาไม่พอ แต่เลิกเพราะ ไม่รู้ว่าวันนี้จะเขียนอะไร เปิดสมุดมาแล้วนั่งมองหน้ากระดาษเปล่าอยู่สิบนาที สุดท้ายปิดสมุดแล้วบอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ค่อยเขียน บทความนี้เลยไม่ได้มาชวนให้ "ลองเขียนดู" แต่จะวางตารางให้ครบ 30 วัน ว่าสัปดาห์ไหนเขียนอะไร ยาวเท่าไร และดูงานตัวเองตรงไหน

ถ้าคุณกำลังวางแผนไปเรียนต่อ นิสัยนี้มีค่ามาก เพราะมันคือทักษะเดียวที่เริ่มได้จากห้องนอนที่ไทยตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรอเปิดคอร์ส

สัปดาห์ที่ 1 — สามประโยค แค่นั้นจริง ๆ

กติกาของเจ็ดวันแรกมีข้อเดียวคือ ห้ามเขียนเกินสามประโยค ฟังดูน้อยจนน่าขำ แต่นี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ผ่านสัปดาห์แรกไม่ได้ — เขาตั้งเป้าไว้ครึ่งหน้ากระดาษตั้งแต่วันแรก แล้วพอวันที่สามเหนื่อยขึ้นมาก็หายไปเลย

โครงสามประโยคที่ใช้ได้ทุกวัน

  1. วันนี้ทำอะไร — I went to the office and finished the monthly report.
  2. รู้สึกยังไงกับมัน — I was tired but a little proud.
  3. พรุ่งนี้จะทำอะไร — Tomorrow I will start the new file.

ตั้งเวลาไว้ห้านาที หมดเวลาแล้วปิดสมุดแม้จะยังเขียนไม่จบ ความสั้นคือสิ่งที่ทำให้พรุ่งนี้คุณกลับมาเปิดสมุดอีกครั้ง

สัปดาห์ที่ 2 — เพิ่มคำถาม ไม่ใช่เพิ่มความยาว

พอครบเจ็ดวัน อย่าเพิ่งขยายเป็นหนึ่งหน้า ให้เพิ่ม คำถามหนึ่งข้อต่อวัน แทน เพราะคำถามบังคับให้สมองหาคำใหม่ ในขณะที่ความยาวแค่ทำให้เราวนใช้คำเดิม

คำถามที่ใช้ได้ตลอดสัปดาห์ เช่น อะไรที่วันนี้ทำแล้วอยากทำอีก อะไรที่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ใครที่ทำให้วันนี้ดีขึ้น ถ้าย้อนกลับไปได้จะเปลี่ยนอะไร แต่ละคำถามลากคำศัพท์คนละกลุ่มออกมา และนั่นคือเป้าหมายจริงของสัปดาห์นี้

เคล็ดลับที่ได้ผลคือ จดคำที่นึกไม่ออกเป็นภาษาไทยคาไว้ในประโยค แล้ววงกลม อย่าหยุดเปิดพจนานุกรมกลางทางเพราะจะทำให้ลื่นไหลหาย ค่อยไปเปิดทีเดียวตอนจบ วันละไม่เกินห้าคำ

สัปดาห์ที่ 3 — เริ่มตรวจงานตัวเอง

สองสัปดาห์แรกคือการสร้างนิสัย สัปดาห์ที่สามคือการทำให้มันมีคุณภาพ วิธีที่เบาที่สุดคือย้อนอ่านของตัวเองสัปดาห์ละครั้ง แล้วดูแค่สามจุด

จุดที่ดูสิ่งที่มักเจอแก้ยังไง
กาลของกริยาเล่าเรื่องเมื่อวานด้วย presentขีดเส้นใต้กริยาทุกตัวแล้วไล่ดูทีละตัว
คำเชื่อมมีแต่ and กับ butบังคับใช้ because, so, although อย่างละครั้ง
คำซ้ำgood, nice, happy วนอยู่สามคำเปลี่ยนหนึ่งคำต่อวัน ไม่ต้องเปลี่ยนหมด

อย่าตรวจทุกวัน เพราะการจับผิดตัวเองทุกวันคือทางลัดไปสู่การเลิกเขียน สัปดาห์ละครั้งพอ

สัปดาห์ที่ 4 — เขียนเรื่องที่ต้องอธิบาย

สัปดาห์สุดท้ายเปลี่ยนจากการเล่าวันของตัวเอง ไปเป็นการ อธิบายบางอย่างให้คนที่ไม่รู้จักฟัง เช่น อธิบายวิธีทำอาหารไทยหนึ่งจาน อธิบายว่างานที่ทำอยู่ทำอะไรบ้าง อธิบายเทศกาลที่บ้านเรา

ทำไมต้องเปลี่ยน เพราะการเล่าเรื่องตัวเองใช้คำวนอยู่ราว 200 คำ แต่การอธิบายบังคับให้เราเรียบเรียงลำดับ ใช้คำเชื่อมเชิงเหตุผล และหาคำแทนสิ่งที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะเดียวกับที่ต้องใช้ตอนพูดในห้องเรียนหรือในที่ประชุม

พอครบ 30 วัน ให้เปิดกลับไปอ่านของวันแรก คนส่วนใหญ่จะตกใจกับความสั้นและความง่ายของมัน — และนั่นแหละคือหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ความรู้สึก

เขียนไปแล้วต่อยอดตรงไหนได้บ้าง

ไดอารี่มีข้อจำกัดหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ ไม่มีใครตรวจ เราจึงเขียนผิดแบบเดิมซ้ำได้เป็นเดือนโดยไม่รู้ตัว ทางออกที่คนส่วนใหญ่ใช้คือเอาไดอารี่ไปเป็นวัตถุดิบให้คนอื่นดู

ถ้าไปเรียนคอร์สตัวต่อตัวที่ฟิลิปปินส์ วิธีที่คุ้มที่สุดคือหิ้วสมุดเล่มนี้ไปด้วย แล้วขอให้ครูดูเป็นบางวัน ข้อดีคือครูจะเห็น รูปแบบความผิดที่ซ้ำ ๆ ของเรา ซึ่งเห็นชัดกว่าการฟังเราพูดสิบนาที และหัวข้อที่เราเขียนเองก็เป็นหัวข้อที่เราอยากพูดจริง ๆ อยู่แล้ว วิธีเลือกคอร์สและครูให้ตรงกับเป้าหมายแบบนี้ เขียนไว้แล้วใน ครูตัวต่อตัวถูกคัดและเทรนมายังไง และถ้าอยากอ่านมุมสั้น ๆ ของนิสัยนี้เพิ่ม ดูได้ที่ เขียนไดอารี่ภาษาอังกฤษวันละนิด

หัวข้ออื่นที่ช่วยตัดสินใจว่าจะเริ่มยังไงและเลือกอะไร รวมไว้ที่ หมวดวิธีเลือก

สามข้อผิดพลาดที่ทำให้เลิกกลางทาง

อยากรู้ว่าคอร์สแบบไหนช่วยต่อยอดงานเขียนที่สะสมไว้ได้ ปรึกษาเอเจนซี่พาร์ตเนอร์ได้ฟรี ดู รายชื่อเอเจนซี่พาร์ตเนอร์ที่นี่

หาเอเจนซี่

← กลับไปหน้ารวมบทความ