
เรียนภาษาอังกฤษ วัยทำงาน 30 วันแรกหลังกลับ — แผนวันละ 20 นาทีที่ทำได้จริง
คนวัยทำงานที่ลางานไปเรียนคอร์สภาษามาสี่ถึงสิบสองสัปดาห์ มักเจอเรื่องเดียวกันหมด คือช่วงที่ภาษาหายเร็วที่สุดไม่ใช่เดือนที่หก แต่คือ 30 วันแรกหลังกลับเข้าออฟฟิศ เพราะงานที่กองรออยู่กินเวลาทั้งวัน และไม่มีตารางเรียนมาบังคับให้เปิดปากอีกแล้ว
บทความนี้ไม่ได้มาบอกให้ "หาเวลาฝึกทุกวัน" เพราะนั่นเป็นคำแนะนำที่พังในสัปดาห์แรกเสมอ แต่จะวางแผนสี่สัปดาห์ที่ใช้เวลาวันละยี่สิบนาที และผูกกับงานที่คุณต้องทำอยู่แล้ว
สัปดาห์ที่ 1 — อย่าเริ่มเรียน ให้เริ่มบันทึก
เจ็ดวันแรกหลังกลับ ร่างกายยังปรับเวลา งานยังท่วม อย่าเพิ่งตั้งเป้าใหญ่ สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ จดสถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในงานของคุณจริง ๆ ลงในโน้ตมือถือ
รายการที่คนส่วนใหญ่ได้ออกมามักหน้าตาแบบนี้ — เขียนอีเมลตอบลูกค้าต่างชาติ นั่งฟังประชุมออนไลน์ที่มีคนต่างชาติร่วม อ่านเอกสารสเปกภาษาอังกฤษ แนะนำตัวเองกับคนใหม่ อธิบายงานที่ตัวเองรับผิดชอบ
รายการนี้สำคัญเพราะมันเปลี่ยนคำถามจาก "จะฝึกอังกฤษยังไงดี" ซึ่งกว้างจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ไปเป็น "จะฝึกห้าสถานการณ์นี้ยังไง" ซึ่งลงมือได้ทันที
สัปดาห์ที่ 2 — เลือกสองสถานการณ์ แล้วซ้อมเฉพาะสองอันนั้น
จากรายการทั้งหมด เลือกมาสองอันที่เกิดบ่อยที่สุดในงานคุณ ไม่ใช่อันที่ยากที่สุด แล้วทำสองอย่างต่อวัน
| เวลา | ทำอะไร | ใช้เวลา |
|---|---|---|
| ก่อนเริ่มงาน | อ่านออกเสียงอีเมลหรือเอกสารภาษาอังกฤษที่ต้องใช้วันนี้ | 5 นาที |
| พักกลางวัน | พูดอธิบายงานที่ทำเช้านี้เป็นภาษาอังกฤษ อัดเสียงไว้ | 5 นาที |
| ก่อนกลับบ้าน | เขียนสรุปวันทำงานสามประโยค | 5 นาที |
| ก่อนนอน | ฟังเสียงที่อัดตอนกลางวันของเมื่อวาน | 5 นาที |
ยี่สิบนาทีนี้ไม่ต้องต่อกัน และไม่ต้องใช้แอปพิเศษอะไร จุดสำคัญคือทุกช่องผูกกับกิจวัตรที่มีอยู่แล้ว จึงไม่ต้อง "หาเวลา" เพิ่ม
สัปดาห์ที่ 3 — หาโอกาสพูดกับคนจริง อย่างน้อยสองครั้ง
การพูดกับตัวเองรักษาความคล่องได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้รักษาความกล้า ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่หายหลังกลับมา สัปดาห์นี้จึงต้องมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวอย่างน้อยสองครั้ง
ทางที่คนวัยทำงานใช้ได้จริง เช่น ขอเป็นคนสรุปวาระภาษาอังกฤษในประชุมทีม อาสาตอบอีเมลลูกค้าต่างชาติแทนที่จะโยนให้คนอื่น หรือรักษาการติดต่อกับเพื่อนร่วมคอร์สที่เป็นชาวต่างชาติด้วยการนัดคุยสั้น ๆ สัปดาห์ละครั้ง
ข้อควรระวังคืออย่าตั้งเป้าเป็นวงสนทนาหนึ่งชั่วโมง เพราะนัดยากและล่มง่าย สิบห้านาทีที่เกิดขึ้นจริงชนะหนึ่งชั่วโมงที่เลื่อนไปเรื่อย ๆ
สัปดาห์ที่ 4 — วัดผลด้วยของที่จับต้องได้
สิ้นเดือนให้ทำสองอย่าง อย่างแรกคือฟังไฟล์เสียงของวันแรกกับวันสุดท้ายเทียบกัน อย่างที่สองคือเปิดอีเมลภาษาอังกฤษที่เขียนสัปดาห์แรกกับที่เขียนสัปดาห์นี้มาวางคู่กัน
สิ่งที่มักเห็นคือความเร็วในการเริ่มประโยคดีขึ้น และการหยุดกลางประโยคน้อยลง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ตรงกว่าความรู้สึกว่า "เก่งขึ้นหรือยัง" มาก
ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่าถอยลง อย่าเพิ่งสรุปว่าล้มเหลว ให้ดูก่อนว่าเดือนนี้คุณได้พูดกับคนจริงกี่ครั้ง เพราะเกือบทุกครั้งที่มีคนบอกว่าภาษาถอย ต้นเหตุอยู่ที่จำนวนครั้งที่เปิดปาก ไม่ใช่ที่ความรู้ที่หายไป
สามกับดักของคนวัยทำงานโดยเฉพาะ
- รอให้ว่างก่อนค่อยเริ่ม งานไม่เคยว่าง แผนที่ต้องรอความว่างคือแผนที่ไม่เกิด
- ตั้งเป้าที่คนอื่นเห็น แต่ตัวเองไม่ได้ใช้ เช่นตั้งใจอ่านข่าวเศรษฐกิจภาษาอังกฤษทุกวัน ทั้งที่งานจริงต้องเขียนอีเมลกับซัพพลายเออร์ ให้ฝึกสิ่งที่ต้องใช้จริงก่อนเสมอ
- คิดว่าต้องรอคอร์สหน้าถึงจะเก่งขึ้น ความจริงคือช่วงที่คุ้มที่สุดของทั้งการลงทุนคือสามเดือนหลังกลับ เพราะเป็นช่วงที่ของยังสด และเป็นช่วงที่จะตัดสินว่าเงินและวันลาที่ใช้ไปจะแปลงเป็นทักษะถาวรหรือไม่
ถ้าคิดจะกลับไปอีกรอบ
หลายคนพบว่าคอร์สแรกทำให้กล้าพูด แต่ยังไม่พอสำหรับงานที่ต้องนำเสนอหรือเจรจา การไปรอบที่สองแบบสั้น ๆ โดยกำหนดเป้าหมายให้แคบลง เช่นเน้นการนำเสนอหรือเน้นการประชุม มักได้ผลชัดกว่ารอบแรก เพราะเรารู้แล้วว่าตัวเองขาดอะไร
แนวทางรักษาภาษาในระยะยาวกว่านี้อ่านต่อได้ที่ กลับไทยแล้วอย่าให้ภาษาอังกฤษหาย และหัวข้อหลังจบคอร์สทั้งหมดรวมอยู่ที่ หมวดหลังจบคอร์ส
อยากวางแผนคอร์สรอบต่อไปให้ตรงกับงานที่ทำอยู่ ปรึกษาฟรีได้ที่ รายชื่อเอเจนซี่พาร์ตเนอร์